2. How to เล่าเรื่องยังไงให้เหมือนคนญี่ปุ่น


สวัสดีค่ะ กลับมาพบกันอีกครั้งนะคะ

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เป็นครั้งแรกที่เราได้เริ่มเรียนออนไลน์กันค่ะ ส่วนตัวเราว่าเรียนออนไลน์สะดวกกว่าที่คิด แถมประหยัดเวลาเดินทางไปได้เยอะเลย แต่มองอีกแง่นึงการไม่ได้เจอเพื่อน ๆ ที่คณะก็แอบเหงาอยู่เหมือนกันนะคะ (ฮือออ)

ครั้งนี้เราได้เรียนเกี่ยวกับ Story Telling หรือ การเล่าเรื่องนั่นเองค่ะ
เพื่อน ๆ เคยเป็นกันมั้ยคะ พอต้องเล่าเรื่องเป็นภาษาอื่น ที่ไม่ใช่ภาษาแม่ของเรา มันจะเกิดความรู้สึกแบบว่า อยู่ภายในใจเป็นหมื่นล้านคำ แต่พูดออกไปไม่ได้สักคำใช่มั้ยล่ะคะ เราเองก็เป็นบ่อยค่ะ T T

ในคลาสนี้ เราได้ทำ task เล่าเรื่องจากรูปภาพเป็นภาษาญี่ปุ่น ซึ่งรูปภาพที่นำมาเล่าในครั้งนี้ก็คือ รูปนี้ค่ะ

แถ่นแท้นนนน!!


ภาพนี้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับหญิงสาวคนหนึ่ง ซึ่งเธอได้ผ่านการศัลยกรรมมาจนสวยเช้งแล้ว จนทำให้มีแฟนหนุ่มเป็นตัวเป็นตนเสียที แต่ด้วยเหตุนั้นเองเธอจึงต้องเก็บงำความลับนี้ไว้ไม่ให้แฟนหนุ่มของเธอล่วงรู้ แต่สุดท้ายความลับก็ไม่มีในโลกค่ะ อยู่มาวันหนึ่งแฟนหนุ่มของเธอก็ดั๊นนนนไปเห็นรูปถ่ายสมัยก่อนของเธอเข้า แต่เรื่องก็ดันมาพลิกอีกค่ะ ตรงที่ตัวแฟนหนุ่มเองก็ไม่ได้รู้สึกโกรธอะไร แถมต่อจากนั้นค่ะ!!! แฟนหนุ่มก็เลื่อนมือขึ้นไปบนศีรษะพร้อมกับดึงวิกผมออกมา ซึ่งก็ได้เผยให้เห็นหัวล้านใสปิ๊งของเขาค่ะ และเรื่องก็จบลงด้วยประการฉะนี้

พอได้รับโจทย์มาเราก็ได้ลองพูดออกมาในแบบของตัวเองค่ะ
ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ก็ออกมาตามข้างล่างนี้เลยค่ะ


BEFORE
ある美人の女の子が優しくて素敵な彼氏ができました。実は彼女が整形美人です。でも、ある日彼氏に昔の写真を見られてしまって、自分が整形したことがバレてしまいました。でも、彼氏が「そんなこと気にしなくて良い」って言ってくれながら、かつらを外しました。彼が髪の毛がないという秘密があることが分かってしまってびっくりました。


ตอนถอดบทออกมาตอนแรกก็ยังไม่ได้คิดอะไรค่ะ แต่พอได้อ่านสคริปต์การเล่าเรื่องของคนญี่ปุ่นแล้ว
สิ่งแรกที่รู้สึกเลยก็คือ "ทำไมของเรามันสั้นจัง" 5555 
เอ่อ เรื่องนั้นไว้ก่อนละกันค่ะ^^" เรามาลองเปรียบเทียบสิ่งที่เราพูดกับสิ่งที่คนญี่ปุ่นพูดดีกว่าค่ะ ว่ามีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง


(สีส้ม=เราเอง, สีเขียว=คนญี่ปุ่น)


ด้านการใช้ภาษา

  • ใช้รูปกันเอง(タメ口)ในการเล่าเรื่อง 
ก่อนอื่นทุกคนจะเห็นว่าของเรา ใช้รูป です・ます ในการเล่าเรื่องใช่มั้ยคะ 

หลังจากนั้นเราก็ได้ลองดูของคนญี่ปุ่น ก็ได้พบความแตกต่างค่ะ คือ คนญี่ปุ่น เวลาเขาเล่าเรื่องเนี่ย ส่วนใหญ่จะใช้รูปกันเอง หรือ タメ口 ซะเยอะค่ะ ซึ่งการใช้รูปกันเองนี้ทำให้รู้สึกว่าคนเล่าได้สวมวิญญาณสาวช่างเม้าท์ลงไป ทำให้อรรถรสของเรื่องดีขึ้น ฟังแล้วรู้สึกว่าเรื่องสนุกขึ้นเยอะเลยค่ะ

แต่ในประเด็นนี้เอง ช่วงที่ discuss กันในกลุ่ม อาจารย์กนกวรรณก็เข้ามาร่วมฟังด้วย เลยถือโอกาสนี้ถามอาจารย์ไปว่า 

"อ้าว แล้วเราสามารถเล่าเรื่อง โดยใช้รูป です・ます ได้รึเปล่าคะ"

ซึ่งคำตอบที่ได้ก็คือ "ได้ค่ะ" เพราะ จริง ๆ แล้ว การที่เราจะใช้รูปอะไรในการเล่าเรื่องนั้น ขึ้นอยู่กับสถานการณ์และคู่สนทนาของเราค่ะ ถ้าตอนนั้นเราคุยกับเพื่อน ก็คงไม่ใช่รูปสุภาพกันใช่มั้ยล่ะคะ หรือถ้าตอนนั้นเราพูดคุยกับผู้ใหญ่ที่เราจำเป็นต้องให้ความเคารพยำเกรง เช่น อาจารย์ ก็ควรใช้รูปสุภาพมากกว่าค่ะ



  • ใช้คำเลียนเสียง オノマトペ
จะสังเกตว่าคนญี่ปุ่นมักจะนำคำเลียนเสียง หรือ オノマトペ มาใช้ในการเล่าเรื่องประกอบด้วยค่ะ โดยส่วนตัวรู้สึกว่าพอมีการใช้ オノマトペ แล้ว มันทำให้เห็นภาพชัดขึ้นเยอะเลยค่ะ อย่างเช่นในเรื่อง ก็มีพูดถึงตัวละครแฟนหนุ่มที่มีหัวล้านใสปิ๊งใช่มั้ยคะ 

ส่วนของเรา ไม่ได้ใช้ オノマトペ เลยค่ะ อธิบายแค่ว่า 彼が髪の毛がない (แฟนหนุ่มไม่มีผม)
ในส่วนนี้คนญี่ปุ่นใช้คำว่า つるつるぴかぴか 

จริง ๆ แล้ว พวกคำเลียนเสียงเนี่ย พวกเราก็ได้เรียนและรู้จักอยู่หลายตัวเลยค่ะ แต่พอถึงเวลาต้องใช้จริง กลับลืมที่จะนำสิ่งที่ได้เรียนไปแล้วมาใช้ เราคิดว่า จากนี้ไปตอนที่เล่าเรื่อง ถ้าเรา 意識 กับการใช้คำเลียนเสียงมากขึ้น การเล่าเรื่องของเราก็จะเหมือนคนญี่ปุ่นมากขึ้นค่ะ



  • ใช้คำสันธานเชื่อมประโยค 接続詞
นอกจากเรื่องที่กล่าวไปข้างบนแล้ว การใช้คำสันธานก็เป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กันค่ะ นอกจากเราจะใช้เวลาเขียน作文 แล้ว เราก็นำมันมาใช้เวลาเล่าเรื่องด้วยเหมือนกันค่ะ

ทีนี้มาดูเราของเรา พบว่า เรามีใช้คำสันธานนี้เหมือนกันค่ะ แต่ว่าค่อนข้างน้อยเลยพอเทียบกับคนญี่ปุ่น ทั้งเรื่องของเรามีใช้อยู่ตัวเดียวคือ でも ทั้งที่จริง ๆ เนี่ย คำสันธานมีเยอะแยะหลายตัวเลยค่ะ (แหะๆ)

ส่วนของคนญี่ปุ่น มีการใช้คำสันธานที่หลากหลายกว่ามากเลยค่ะ เช่น それで  だから つまり そしたら หรือพอเป็นภาษาพูด ก็มีการใช้ มาเชื่อมได้เหมือนกันค่ะ




ด้านเนื้อหา
  • มีการเกริ่นขึ้นมาก่อน 
เวลาเราจะเล่าเรื่องให้ใครสักคนนึงฟัง ก่อนอื่นเราก็ควรจะมีการเรียกให้เขาสนใจสิ่งที่เรากำลังจะเล่าก่อนใช่มั้ยคะ ซึ่งทุกคนก็ทราบกันอยู่แล้วว่าในภาษาญี่ปุ่นเนี่ย ก่อนจะพูด จะถามอะไร ก็มักจะมีการเกริ่นขึ้นมาก่อน

อย่างเช่นตัวอย่างของคนญี่ปุ่นเองก็มีการเกริ่นนำขึ้นมาว่า 
ねえ、ねえ、聞いてよ。私の友達の話なんだけど… หรือ 
あのさ、僕の知り合いの女の子で、明美ちゃんって子がいるんだけど...

แต่ว่าของเรานั้น... อยู่ ๆ ก็พูดเนื้อหาขึ้นมาดื้อ ๆ เลยค่ะ5555 ซึ่งประโยคแรกของเราก็คือ 
ある美人の女の子が優しくて素敵な彼氏ができました。



  • มีการอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ ที่เล่า
จุดนี้เป็นจุดที่เราสังเกตได้จากสคริปต์ของคนญี่ปุ่นค่ะ ว่าเขาจะค่อนข้างเน้นอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ ที่เล่า อย่างเช่น ประโยคต่อไปนี้ เป็นการเล่าถึงแฟนหนุ่มของผู้หญิงในเรื่องค่ะ ว่าเป็นคนยังไง หน้าตาหล่อเหลาแค่ไหน
ほんとうにハンサムでやさしくて….もう、彼女にはもったいないぐらいの彼

ในขณะที่ของเรา เน้นแค่เล่าเรื่องหลัก ๆ ว่า ใคร ทำอะไร มากกว่าค่ะ แทบไม่ได้ลงรายละเอียดอะไรเพิ่มเติมเลย

เพราะฉะนั้น การจะเล่าเรื่องให้สนุก น่าสนใจขึ้น เราก็ควรจะมีการใส่สีตีไข่ลงไปบ้าง เพื่อเพิ่มอรรถรส แต่อย่าเยอะเกินไปนะคะ ไม่งั้นเขาจะว่าเราขี้จุ๊ได้5555



  • มีการใส่บทพูด(セリフ)ลงไป 
การใส่บทพูดลงไปแทนการบรรยายนี้ เราว่าหลาย ๆ คนต้องเคยทำค่ะ เวลาไม่รู้ว่าจะบรรยายเรื่องราวยังไงก็ให้บทพูดอธิบายไปเลยค่ะ แต่จริง ๆ แล้ว เรารู้สึกว่าการใส่บทพูดลงไปด้วยนั้น นอกจากจะเห็นภาพมากขึ้นแล้ว ก็ยิ่งทำให้รู้สึกว่าตัวเราก็ได้อยู่ในเหตุการณ์นั้น ได้เห็น ได้ฟังทุกอย่างที่เกิดขึ้นเลยค่ะ

ซึ่งในส่วนนี้เองของเราก็มีการใส่บทพูดลงไปเหมือนกันค่ะ คือ 
「そんなこと気にしなくて良い」って言ってくれながら...



  • มีการ interact กับผู้ฟัง
ในประเด็นนี้จะสังเกตได้ว่าของคนญี่ปุ่น จะมีการพูดคุยหรือถามผู้ฟังอยู่เสมอ เช่น 

彼、何したと思う?
どうしてか分かる?
それからどうなったと思う

ตรงนี้เองทำให้เรารู้สึกว่าผู้พูดมีความใส่ใจผู้ฟังดีค่ะ ทำให้ไม่รู้สึกว่าเป็นการสื่อสารทางเดียว แต่เป็นการสนทนาโต้ตอบระหว่างกัน ซึ่งของเรายังขาดในส่วนนี้ไปค่ะ



  • จุดหักมุม (climax) ของเรื่อง
POINTสำคัญที่ได้เรียนรู้ในคลาสนี้เลยก็คือ การจะเล่าเรื่องให้สนุกนั้น 
จุดหักมุม (climax) ของเรื่อง ต้อง "ช้า"และ"ชัด"
พอมาลองดูของเราเทียบกับคนญี่ปุ่น พบว่า ของเรานอกจากจะเปิดเรื่องเร็วแล้ว climax ของเราก็สั้นมากๆ ทำให้เรื่องจบเร็วด้วยค่ะ555 คืออย่าว่าแต่รู้สึกสนุกเลยค่ะ ยังไม่ทันจะรู้เรื่องรู้ราวเลยด้วยซ้ำ T T ถ้าเราเอาไปเล่าให้เพื่อนฟัง เพื่อนจะต้องถามกลับมาว่า "อ้าว จบแล้วเหรอ" แน่ ๆ เลยค่ะ

ตัวอย่างคนญี่ปุ่น 
彼、そこで何と言ったと 思う?ニコット笑ってそんなこと、気にしなくていいよ、って言ったのよ。それで、次、彼、 自分の髪の毛に手を持っていって、つるって、髪の毛を取ったのよ。そしたら、彼の頭も、つるつるぴかぴかだった の。で「僕もこんなだし」って彼女に見せたのよ。



พอได้ลองสังเกตวิธีการเล่าเรื่องของคนญี่ปุ่นแล้ว เราก็ได้ลองนำเอาสิ่งเหล่านั้นมาปรับใช้กับของเราค่ะ พอเขียนออกมาเป็นเวอร์ชั่นใหม่แล้ว ก็จะได้ตามนี้ค่ะ


AFTER
ねえ、ねえ、1組のAちゃん知ってる?この前1組の子から聞いたんだけど、すごい面白いのよ。あのAちゃんはね、実は今みたいに綺麗じゃなくてブスだったのよ。で、整形したおかけで美人になったの。それで、超モテモテになって彼氏ができたの。彼氏さんはね、モデルみたいに背が高くて、顔も国宝レベルでめっちゃめっちゃイケメンらしいよ。なんか羨ましいなと思ったけどね。でも、ある日彼氏がAちゃんの家に来た時に、昔の写真を見られちゃって、整形したのがバレちゃったの。普通こうなったら、絶対別れるでしょ?でも、彼氏がそうしなかった。で、次彼がどうしたと思う?彼が「大丈夫だよ!そんなこと気にしなくていい」って言ってくれて、すごい優しい彼氏でしょ?実は彼もAちゃんに隠していることがあるのよ。彼が頭に手を伸ばして、髪の毛を取ったのよ。そしたら、つるつるぴかぴか頭が見えたの。ってことは、彼は髪の毛がなくてずっとカツラを被ってたのよ。めっちゃ面白いカップルでしょ?

ยาวขึ้นกว่าเดิมเยอะเลยใช่มั้ยคะ5555 

พอได้ทำ task นี้ ก็ยิ่งรู้ซึ้งเลยว่า การเรียนภาษาเนี่ย เราควรที่จะสังเกตวิธีการใช้ภาษาของเจ้าของภาษา เพื่อที่จะสามารถสื่อสารได้อย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้น เอาง่าย ๆ เลย ตอนเราเป็นเด็ก ทุกคนก็เรียนภาษาแม่โดยการฟังจากคุณพ่อคุณแม่ หรือจากคนรอบข้าง ทำให้สามารถพูดได้อย่างทุกวันนี้ ดังนั้น ภาษาที่สองหรือภาษาที่สามเองก็เช่นกันค่ะ เราคิดว่า นอกจากการเรียนผ่านหนังสือเรียนแล้ว ก็จำเป็นที่จะต้องเรียนรู้วิธีการใช้ภาษาจริง ๆ โดยการสังเกตจากเจ้าของภาษาด้วยค่ะ


ร่ายมาซะยาวเลย หวังว่าวันนี้เพื่อน ๆ จะได้เคล็ดลับดี ๆ เอาไปปรับใช้กันนะคะ 
ไว้เจอกันใหม่บล็อกหน้าค่ะ またねー

ความคิดเห็น

  1. ได้สังเกตการใช้ภาษาของคนญี่ปุ่นแล้วก็เห็นความแตกต่างตรงนี้ชัดมากก เขียนอธิบายรายละเอียดได้เข้าใจง่ายมากค่ะ มีเปรียบเทียบสิ่งที่เขียนกับสิ่งที่คนญี่ปุ่นใช้ทำให้เห็นช่องว่างชัดเจนขึ้นเลย ในส่วน after ที่แก้แล้วและได้เพิ่มส่วนต่างๆที่ขาดไปก็รู้สึกเห้นภาพมากขึ้น ธรรมชาติมากขึ้นจริงๆ ค่าา

    ตอบลบ
    คำตอบ
    1. ดีใจที่ชอบค่า ไว้มาอ่านอีกน้า >///<

      ลบ
  2. เวอร์ชั่นแก้ใหม่ แจ๋วค่ะ มี で เชื่อมต่อเป็นระยะ เป็นธรรมชาติ!

    ตอบลบ
    คำตอบ
    1. อาจารย์ชมด้วย ขอบคุณมากค่า
      สังเกตมาสักพักแล้วค่ะ เวลาคนญี่ปุ่นพูดเชื่อมประโยค เขาใช้ で เชื่อมกันบ่อยมากเลย

      ลบ
  3. อธิบายความต่างการใช้ภาษาของตัวเองกับคนญี่ปุ่นได้เป็นประเด็น ชัดและเข้าใจง่ายมากๆเลยค่ะ
    มีหลายจุดเลยที่เราให้เรากลับไปย้อนคิดว่าเราน่าจะเสริมได้แบบไหน
    ได้เคล็ดลับดีๆเยอะเลยค่าา :D

    ตอบลบ

แสดงความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

7. สร้างจังหวะให้งานเขียนด้วย 体言止め

4. "ผิดด้วยเหรอที่ไปไม่ได้?" 「行けない」って言うのはなんでダメなの?