8. อยากพูดญี่ปุ่นเก่ง ๆ ทำไงดี?
ไหนใครอยากพูดญี่ปุ่นเก่งๆ อย่างกับเจ้าของภาษามาเองบ้าง ยกมือขึ้น!!!



ถ้าเราไม่สามารถฟังและเข้าใจสิ่งที่คนญี่ปุ่นพูดได้ เราก็ไม่มีทางที่จะสื่อสารตอบกลับไปได้ เพราะฉะนั้นเพื่อที่จะทำให้ฟังภาษาญี่ปุ่นออก เราจึงจำเป็นต้องฝึกการฟังค่ะ ซึ่งในที่นี้คุณอากาเนะได้แนะนำให้ฝึกจากการดูรายการทีวีของญี่ปุ่นค่ะ ซึ่งส่วนตัวเราก็คิดเหมือนกันค่ะว่า ภาษาญี่ปุ่นที่ใช้ในรายการญี่ปุ่นเนี่ย ใกล้เคียงกับภาษาที่คนญี่ปุ่นใช้กันทั่วไปในชีวิตประจำวันมากที่สุดค่ะ เผลอ ๆ บางทีก็ได้เรียนรู้ศัพท์สแลง หรือศัพท์ที่ไม่มีในหนังสือเรียนเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัวด้วยค่ะ




หลายคนมักประสบปัญหาว่า เรียนภาษาญี่ปุ่นมาก็นานหลายปีแล้วน้า แต่ทำยังไง๊ยังไงก็พูดไม่คล่องสักที วันนี้เรามีเทคนิคมาแชร์ให้เพื่อน ๆ ได้ฟังกันค่ะ
เทคนิคนี้เราดูมาจาก Youtube channel ของคนญี่ปุ่นคนนึงค่ะ ชื่อ คุณอากาเนะ
คือ คุณ あかね เนี่ยเขาเป็นครูสอนภาษาญี่ปุ่นอยู่ค่ะ แล้วเขาก็ทำ channel ชื่อ「あかね的日本語教室」 คอนเทนต์ที่ลงก็จะเกี่ยวกับภาษาญี่ปุ่นซะส่วนใหญ่ค่ะ และที่เราชอบมากคือ มีคอนเทนต์ที่เป็น 上級者向け (สำหรับผู้เรียนระดับสูง) ด้วย อย่างเช่น บางทีคุณอากาเนะ เขาก็ไปอัดเสียงประกาศบนรถบัส หรือบทสนทนาเวลาคุยกับเพื่อนคนญี่ปุ่น มาให้เราลองฟังแบบไม่มีซับก่อน แล้วค่อยเฉลยโดยใส่ซับให้ทีหลังค่ะ และก็ยังมีคลิปที่สอน ビジネス日本語 ด้วยค่ะ (คุณอากาเนะ เคยทำงานบริษัทมาก่อน เพราะฉะนั้นนำไปใช้จริงได้แน่นอนค่ะ)
どうすれば日本語の会話が上手になりますか?
จากในคลิปสรุปคร่าว ๆ ก็คือ วิธีที่จะทำให้พูดภาษาญี่ปุ่นเก่งขึ้น มีด้วยกัน 3 วิธีค่ะ
① "พัฒนาทักษะการฟัง"

② "หาโอกาสคุยกับคนญี่ปุ่น (ที่ไม่ใช่อาจารย์)"

เหตุผลคือเวลาเราพูดกับอาจารย์ อาจารย์เขาจะปรับวิธีการพูด ความเร็ว คำศัพท์ที่ใช้ให้เข้ากับเลเวลของเรา ทำให้เราฟังที่อาจารย์พูดเข้าใจนั่นเองค่ะ ดังนั้น ควรหาโอกาสใช้ภาษาญี่ปุ่นกับคนอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาจารย์ เช่น หาเพื่อนคนญี่ปุ่น หรือลองหางานพิเศษที่ต้องใช้ภาษาญี่ปุ่นทำดูค่ะ (พูดง่ายแต่เอาเข้าจริงหายากค่ะ เศร้า T T)
③ "ให้เจ้าของภาษาช่วยแก้ไขภาษาญี่ปุ่นผิด ๆ ของเรา"

จริง ๆ ข้อนี้แอบมีปัญหาอยู่หน่อยนึง (ไม่ใช่ว่าไม่มีคนแก้ให้นะคะ) คือ บางครั้งเวลาคุยกับคนญี่ปุ่นแล้วเราพูดผิด แต่สิ่งที่เราพูดผิด ยังสามารถทำความเข้าใจได้ คนญี่ปุ่นบางคนมักจะปล่อยผ่าน ไม่แก้ให้เราก็มีค่ะ แต่อย่างที่คุณอากาเนะบอก "ถ้าไม่มีคนแก้ให้ เราก็จะไม่มีทางรู้เลยว่าภาษาญี่ปุ่นที่เราใช้เนี่ย มันเป็นธรรมชาติรึยัง" คุณอากาเนะเลยเสนอทางแก้โดยให้บอกคนญี่ปุ่นที่เราคุยด้วยไปเลยว่า
「私の日本語がもし不自然だったら、自然な日本語に直してください」
"ถ้าเราใช้ภาษาญี่ปุ่นแปลก ๆ ช่วยแก้ให้เราหน่อยนะ"
ต่อกันอีกนิด...
คือตอนที่ดูคลิปเนี่ย เราก็นั่งคิดไปด้วยว่า เทคนิคที่คุณอากาเนะนำเสนอมามันคุ้น ๆ อยู่นา
ใช่แล้วค่า เทคนิคทั้งสามข้อ มีความเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรียนมาในวิชา App JP Ling ทั้งนั้นเลย
อย่างข้อแรกที่บอกให้ "ฝึกฝนทักษะการฟัง"
การฟัง ถือเป็นวิธีการ input อย่างหนึ่ง ซึ่งการ Input มีความสำคัญกับการเรียนภาษาต่างประเทศ จากแนวคิดเรื่อง Input Hypothesis ของ Krashen บอกว่า การรับภาษาจากการอ่านหรือการฟัง มีความสําคัญต่อการรับภาษา แต่ Krashen เขาก็บอกอีกว่า Input ที่ดี ต้องเป็น การ Input ที่มีระดับสูงกว่าผู้เรียน 1 ระดับ ซึ่งทฤษฎีนี้มีชื่อเรียกว่า i+1 หากเรา Input ข้อมูลที่ยากกว่าระดับความสามารถของเราขึ้นมาหนึ่งระดับ ก็จะทำให้เราเกิดการเรียนรู้มากขึ้น แต่ถ้า Input นั้นยากเกินไป ก็จะทำให้เราไม่เข้าใจ และไม่เกิดการเรียนรู้ได้
ดังนั้น การฝึกฝน Input โดยการฟังสื่อโทรทัศน์ของญี่ปุ่น ก็ควรจะเลือกสื่อที่ไม่มีความยากเกินไปและไม่ง่ายจนเกินไปนั่นเองค่ะ ช่วงแรก ๆ อาจจะยากหน่อย เพราะบางคนอาจจะไม่รู้ว่าควรจะเริ่มจากอะไรดี ตรงนี้เราแนะนำว่า อาจจะเริ่มดูจากสิ่งที่เราสนใจก่อนค่ะ อย่างเช่น บางคนสนใจดารานักร้อง วงการบันเทิงญี่ปุ่น ก็เริ่มตามจากรายการที่คนที่เราชอบไปออกก็ได้ค่ะ จริง ๆ รายการทีวีญี่ปุ่นมีรายการที่น่าสนใจหลายรายการเลยค่ะ เพื่อน ๆ ลองหารายการที่ชอบกันดูนะคะ

ข้อต่อมาคือ "หาโอกาสคุยกับคนญี่ปุ่น (ที่ไม่ใช่อาจารย์)"
การเรียนภาษาที่ดี ไม่ควรมีแต่การ Input เพียงอย่างเดียว ควรฝึกการ Output ควบคู่ไปด้วย ซึ่งการพูดคุย สนทนาก็ถือเป็น การ Output อย่างหนึ่ง
เหตุที่เราควรมีการ Output เป็นเพราะ มีนักภาษาศาสตร์คนหนึ่งชื่อว่า Swain คนนี้ได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับ Output Hypothesis เอาไว้ว่า การสร้าง Output จะช่วยให้ผู้เรียนตระหนักถึง Gap ระหว่าง "สิ่งที่ตนเองทําได้จริง" กับ "ส่ิงที่ตนเองควรทําได้" ซึ่งจะทําให้ผู้เรียนตระหนักได้ถึงความสามารถที่ยังไม่พอของตน และกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาตนเองมากขึ้น
และเนื่องจากอาจารย์สอนภาษาส่วนใหญ่มักจะปรับวิธีการพูด ความเร็ว คำศัพท์ที่ใช้ให้เข้ากับเลเวลของเรา เพื่อให้เราเข้าใจได้ง่าย ตรงนี้เองอาจจะทำให้เราหา Gap ที่เรามี ได้ไม่มากเท่าที่ควรค่ะ (ประเด็นนี้จะไปตรงกับข้อข้างบนที่คุณ Krashen บอกด้วยค่ะว่า เราควร Input ข้อมูลที่ยากกว่าความสามารถของเราหนึ่งระดับ)
นอกจากนี้ ถ้าเป็นอาจารย์ส่วนมากจะเข้าใจภาษาญี่ปุ่นป่วย ๆ ของเราค่ะ5555 ต่อให้เราพูดวกไปวนมา ใช้ศัพท์แปลก ๆ พิสดารยังไง ส่วนใหญ่อาจารย์ก็จะเข้าใจเราอยู่ดีค่ะ แต่กลับกัน ถ้าเป็นคนญี่ปุ่นทั่วไป เขาอาจจะไม่เข้าใจที่เราพูดก็ได้ค่ะ ซึ่งการ Output โดยการพูดคุยกับคนญี่ปุ่น ทําให้เราสามารถตรวจสอบสมมติฐาน หรือ Hypothesis Testing ได้ การตรวจสอบสมมติฐานก็คือ การลองใช้ภาษาดูว่า ภาษาของเราจะสื่อให้ผู้ฟังเข้าใจได้หรือไม่ ถ้าผู้ฟังไม่เข้าใจ เราก็ต้องปรับสมมติฐานและลองใช้ใหม่ หากผู้ฟังเข้าใจสิ่งที่เราสื่อสาร ก็แสดงว่าการใช้ภาษาของเราสามารถนำไปใช้ได้นั่นเองค่ะ
ดังนั้น หากมีโอกาสก็ควรที่จะลองคุยกับคนญี่ปุ่นคนอื่น ๆ ดูค่ะ เพื่อที่เราจะได้ศึกษาและลองเปรียบเทียบการใช้ภาษาที่ต่างกันของเรา (ผู้เรียนภาษา) กับเจ้าของภาษา

และก็มาถึงข้อสุดท้าย "การให้เจ้าของภาษาช่วยแก้ภาษาที่ผิด ๆ ของเรา" ค่า
การให้เจ้าของภาษาช่วยแก้ภาษาที่ผิดๆของเรา หรือ พูดง่าย ๆ ก็คือ การให้ Feedback นั่นเองค่ะ ซึ่งการได้รับ Feedback จะช่วยทำให้เราสามารถเกิดการ Output ที่ดีขึ้นได้ จึงมีประโยชน์อย่างมากค่ะ จากแผนภาพกลไกการเรียนรู้ภาษาที่สอง (ของคุณ 竹井 ほか) จะเห็นว่า การ Feedback มีผลต่อการ Output ของเราด้วยค่ะ
แต่ที่นี้ การ Feedback ของแต่ละคนก็ต่างกันออกไปอีก บางคนจะ feedback โดยการแก้ไปตรง ๆ เลย พอเราพูดผิด ก็แก้เป็นอันที่ถูกให้เลย หรือบางคนก็จะแก้ให้แบบอ้อม ๆ หรือที่รู้จักกันในชื่อ Recast (ซึ่งอาจารย์หลายท่านชอบใช้) ซึ่งจริง ๆ ข้อดีของการ Recast ก็คือ มันจะไม่ขัดจังหวะบทสนทนา ทำให้การสนทนาไหลลื่น และดูเป็นธรรมชาติ เปรียบเทียบง่าย ๆ ก็คือ เหมือนแม่ที่แก้ภาษาให้ลูกเล็กๆนั่นแหละ
แต่ก็มีข้อถกเถียงกันว่า การแก้แบบอ้อมๆหรือ Recast บางทีผู้เรียนก็ไม่สามารถรู้ได้ว่า เขาใช้ภาษาผิด และผิดอย่างไร
ส่วนตัวเราคิดว่า การจะเลือกใช้วิธีการ Feedback แบบไหน น่าจะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ตอนนั้นและตัวผู้เรียนค่ะ เพราะตอนเราสอนพิเศษ เราใช้วิธีไม่บอกตรง ๆ แล้วให้นักเรียนได้ลองคิดดูก่อนว่า เขาทำผิดอะไรและต้องแก้อย่างไร ผลปรากฏว่า มีทั้งคนที่คิดได้ และคนที่คิดไม่ได้ เพราะฉะนั้น ผู้สอนจึงควรสังเกตผู้เรียน และเลือกวิธีการ Feedback ที่เหมาะสม โดยอาจจะเริ่มจากการบอกอ้อม ๆ ก่อน แล้วค่อยให้คำใบ้ ถ้าไม่ได้จริง ๆ ถึงค่อยบอกตรง ๆ ค่ะ
それでは、またねー


ตอนสอนพิเศษเป็นเหมือนกันเลยค่ะ แต่หลายทีเลยคือถ้าไม่บอก ก็ยาวไปเรยจ้า555555555 แต่ก็เข้าใจเพราะเราเองบางทีก็ไม่รู้เหมือนกันว่าผิดยังไงถ้าไม่มีคนมาเตือน แง อยากมีหนุ่มหล่อมาคอยแก้คำผิดให—
ตอบลบโห คุณอากาเนะคงคิดไม่ถึงว่าไอเดียที่เขาเสนอสามารถตีความออกมาเป็นแบบวิชาการแนว APP JAP LING ได้นะเนี่ย เก่งจริงๆ สรุปได้เชื่อมโยงกันเลย
ตอบลบ