9. เคล็ดลับการจำคันจิแบบเด็กญี่ปุ่น
ผู้เรียนภาษาญี่ปุ่นหลายคนมักจะประสบปัญหาการจำคันจิไม่ได้ หรือบางทีอ่านออกนะ แต่เขียนออกมาไม่ได้ โดยเฉพาะผู้เรียนชาวไทยที่ไม่ได้ใช้ตัวอักษรคันจิกันในชีวิตประจำวันแล้ว ยิ่งเป็นเรื่องยากเข้าไปใหญ่เลย
แต่ๆๆๆ
ไม่ได้มีแต่ชาวต่างชาติที่เรียนภาษาญี่ปุ่นเท่านั้น ที่กำลังประสบกับปัญหานี้ แม้แต่คนญี่ปุ่นเอง ก็มีตัวคันจิที่เขาไม่รู้หรือเขียนไม่ได้เหมือนกันค่ะ ยิ่งสมัยนี้ เทคโนโลยีก้าวหน้าขึ้นทุกวัน ๆ ทำให้คนเราเริ่มใช้คอมพิวเตอร์ หรือสมาร์ทโฟนในการพิมพ์มากขึ้น แทนการเขียนด้วยมือ ซึ่งตรงนี้เองก็ส่งผลให้ เริ่มเขียนตัวคันจิไม่ได้นั่นเองค่ะ
ตอนเราฝึกงานที่บริษัทญี่ปุ่นแห่งหนึ่ง ที่นั่งข้าง ๆ เรา เป็นหนุ่มญี่ปุ่นที่มาฝึกงานที่ไทยค่ะ มีอยู่วันหนึ่ง เขาหันมาถามเราว่า "คันจิคำว่า 準備 นี่มันเขียนยังไงนะ" ตอนนั้นคิดในใจว่า "แกเป็นคนญี่ปุ่น แกมาถามต่างชาติอย่างชั้นทำไม5555!!!"
เห็นมั้ยคะ แม้แต่คนญี่ปุ่นเองก็มีปัญหากับคันจิเหมือนกับเรา ๆ นี่แหละ

ด้วยเหตุนั้นเอง เราจึงลองไปหาคำตอบดูค่ะว่า คนญี่ปุ่นมีวิธีการจำคันจิอย่างไรบ้าง
ซึ่งก็มีอยู่ด้วยกันหลากหลายวิธี บางวิธีก็เป็นวิธีที่พวกเราใช้กันเป็นประจำ อย่างเช่น ฝึกเขียนบ่อย ๆ หรือการจำจากบุฌุ (部首) หรือส่วนประกอบที่แสดงความหมายของคันจิ หรือการจำจากลำดับขีด
แต่เราก็ไปเจอวิธีที่น่าสนใจมาค่ะ วิธีที่เราไปเจอมานี้คุณ 須貝 誠 (ซุไก มาโคโตะ) ซึ่งเป็นครูโรงเรียนประถมได้เขียนเล่าเอาไว้ค่ะ ซึ่งเราสะดุดตากับคำโปรยที่ว่า "ปกติที่โรงเรียนมักจะสั่งการบ้านให้เด็กไปคัดคันจิมาอย่างละ 10 ตัว แต่วิธีนี้มันจะทำให้เด็กสามารถเขียนคันจิได้จริงหรือ" ซึ่งคุณซุไกก็บอกว่า มันก็มีทั้งคนที่ทำได้ และทำไม่ได้นั่นแหละ
จากตรงนี้ เราก็ไปเจอข้อมูลจากเว็บ 家庭教師のガンバ เขาบอกว่า การคัดคันจิทีละเยอะ ๆ ไม่ได้ช่วยให้เราจำคันจิได้จริงค่ะ เพราะการที่เราจะสามารถจดจำสิ่งต่าง ๆ ได้ จำเป็นต้องทำให้ข้อมูลนั้นกลายเป็น "ความทรงจำระยะยาว" นั่นเองค่ะ และเราคิดว่าส่วนหนึ่งน่าจะมาจาก คนส่วนใหญ่เขียนแค่ให้เสร็จ ๆ ไป ไม่ได้มีการ 意識 หรือคิดทำความเข้าใจตัวคันจินั้น ๆ เลยค่ะ ดังนั้น ต่อให้นั่งหลังขดหลังแข็งคัดทีละร้อยตัว เราก็ไม่สามารถจำคันจิได้อยู่ดี

ไม่ได้มีแต่ชาวต่างชาติที่เรียนภาษาญี่ปุ่นเท่านั้น ที่กำลังประสบกับปัญหานี้ แม้แต่คนญี่ปุ่นเอง ก็มีตัวคันจิที่เขาไม่รู้หรือเขียนไม่ได้เหมือนกันค่ะ ยิ่งสมัยนี้ เทคโนโลยีก้าวหน้าขึ้นทุกวัน ๆ ทำให้คนเราเริ่มใช้คอมพิวเตอร์ หรือสมาร์ทโฟนในการพิมพ์มากขึ้น แทนการเขียนด้วยมือ ซึ่งตรงนี้เองก็ส่งผลให้ เริ่มเขียนตัวคันจิไม่ได้นั่นเองค่ะ
ตอนเราฝึกงานที่บริษัทญี่ปุ่นแห่งหนึ่ง ที่นั่งข้าง ๆ เรา เป็นหนุ่มญี่ปุ่นที่มาฝึกงานที่ไทยค่ะ มีอยู่วันหนึ่ง เขาหันมาถามเราว่า "คันจิคำว่า 準備 นี่มันเขียนยังไงนะ" ตอนนั้นคิดในใจว่า "แกเป็นคนญี่ปุ่น แกมาถามต่างชาติอย่างชั้นทำไม5555!!!"
เห็นมั้ยคะ แม้แต่คนญี่ปุ่นเองก็มีปัญหากับคันจิเหมือนกับเรา ๆ นี่แหละ

ด้วยเหตุนั้นเอง เราจึงลองไปหาคำตอบดูค่ะว่า คนญี่ปุ่นมีวิธีการจำคันจิอย่างไรบ้าง
ซึ่งก็มีอยู่ด้วยกันหลากหลายวิธี บางวิธีก็เป็นวิธีที่พวกเราใช้กันเป็นประจำ อย่างเช่น ฝึกเขียนบ่อย ๆ หรือการจำจากบุฌุ (部首) หรือส่วนประกอบที่แสดงความหมายของคันจิ หรือการจำจากลำดับขีด
แต่เราก็ไปเจอวิธีที่น่าสนใจมาค่ะ วิธีที่เราไปเจอมานี้คุณ 須貝 誠 (ซุไก มาโคโตะ) ซึ่งเป็นครูโรงเรียนประถมได้เขียนเล่าเอาไว้ค่ะ ซึ่งเราสะดุดตากับคำโปรยที่ว่า "ปกติที่โรงเรียนมักจะสั่งการบ้านให้เด็กไปคัดคันจิมาอย่างละ 10 ตัว แต่วิธีนี้มันจะทำให้เด็กสามารถเขียนคันจิได้จริงหรือ" ซึ่งคุณซุไกก็บอกว่า มันก็มีทั้งคนที่ทำได้ และทำไม่ได้นั่นแหละ
จากตรงนี้ เราก็ไปเจอข้อมูลจากเว็บ 家庭教師のガンバ เขาบอกว่า การคัดคันจิทีละเยอะ ๆ ไม่ได้ช่วยให้เราจำคันจิได้จริงค่ะ เพราะการที่เราจะสามารถจดจำสิ่งต่าง ๆ ได้ จำเป็นต้องทำให้ข้อมูลนั้นกลายเป็น "ความทรงจำระยะยาว" นั่นเองค่ะ และเราคิดว่าส่วนหนึ่งน่าจะมาจาก คนส่วนใหญ่เขียนแค่ให้เสร็จ ๆ ไป ไม่ได้มีการ 意識 หรือคิดทำความเข้าใจตัวคันจินั้น ๆ เลยค่ะ ดังนั้น ต่อให้นั่งหลังขดหลังแข็งคัดทีละร้อยตัว เราก็ไม่สามารถจำคันจิได้อยู่ดี
แล้วเราจะทำยังไงดี...
คุณซุไก เขาก็ได้นำเสนอวิธีที่เขาใช้สอนเด็กที่อ่อนคันจิ โดยเขาแบ่งเด็กออกเป็น 2 กลุ่ม
① เด็กที่ถนัดการรับข้อมูลผ่านการมองภาพ
เด็กประเภทนี้ เขาจะไม่ถนัดการจำผ่านการบอกเล่า หรือได้ยินเสียง แต่เขาจะสามารถจดจำสิ่งต่าง ๆ ได้ดี เมื่อเห็นเป็นภาพค่ะ เช่น ภาพวาด ภาพถ่าย ภาพในทีวี ฯลฯ ซึ่งวิธีการเรียนคันจิที่เหมาะกับเด็กประเภทนี้ จะมีด้วยกัน 2 วิธีค่ะ
- เรียนโดยการจำจากเค้าโครงของคันจิ (漢字の輪郭)
วิธีนี้จะมีอุปกรณ์เป็นบัตรคำที่มีตัวคันจิและรูปประกอบให้ดูเค้าโครงของคันจิค่ะ (ตามภาพด้านล่างเลย) แต่วิธีนี้จะมีข้อควรระวังคือ เราต้องให้เด็กจำเค้าโครงของคันจิ ไม่ใช่จำรูปภาพ พอฝึกด้วยวิธีนี้เด็กจะจำรูปร่างหน้าตาของคันจิได้เองค่ะ (วิธีนี้น่าเอาไปใช้สอนเด็กเล็กมากๆเลย)
「主」=「テンポよくおどる王様、主人です」"พระราชาที่เต้นได้เข้าจังหวะคือสามีของฉัน"
* ตัว 、(อ่านว่า てん) นำไปเล่นคำเป็น テンポ (จังหวะ)
「喜」=「十つぶの豆を口に入れて喜んだ」"ถั่ว10เม็ดเข้าปาก ก็เลยดีใจ"
นอกจากตัวอย่างด้านบน เราก็มีอีกเพลงนึงมานำเสนอค่ะ ชื่อเพลง 人生わははっ!ของวง 風男塾(ふだんじゅく)ซึ่งเพลงนี้จะเป็นเพลงที่นำเอาตัวอักษรคันจิมาร้อยเรียงเป็นบทเพลง 応援ソング (ให้กำลังใจ) นั่นเองค่ะ (ในบล็อกนี้เราใส่เนื้อเพลงทั้งหมดไว้ด้านล่างแล้ว แต่ขออนุญาตไม่แปลทั้งหมดนะคะ เดี๋ยวมันจะกลายเป็นบล็อกแปลเพลงไปซะก่อน)




- การแยกส่วนประกอบของคันจิ
อย่างเช่น คันจิ 「嵐」ข้างบนประกอบด้วย 山 (ภูเขา) และข้างล่าง 風 (ลม) พอเอามารวมกัน ก็จะกลายเป็น 山+風=「嵐」
โดยเวลาสอนก็อาจจะใช้สีที่แตกต่างกัน เพื่อให้เห็นภาพและสามารถจดจำได้โดยใช้สายตา
② เด็กที่ถนัดการรับข้อมูลผ่านการฟังเสียง
ในขณะที่เด็กอีกกลุ่มจะถนัดการจำผ่านการมองภาพ เด็กกลุ่มนี้จะสามารถจดจำได้ดีผ่านการได้ยินเสียง ซึ่งวิธีการจดจำด้วยเสียง จำเป็นต้องใช้การอ่านออกเสียงเข้ามาช่วย แต่ปัญหาคือ แล้วเราจะอ่านออกเสียงยังไงให้จำได้?
วิธีนี้จะคล้าย ๆ กับ การแยกส่วนประกอบของคันจิด้านบนค่ะ แต่ในครั้งนี้ เราจะแยกส่วนประกอบและนำมาแต่งเป็นเพลง หรือสตอรี่ให้กับคันจิตัวนั้นค่ะ
ตัวอย่าง
「主」=「テンポよくおどる王様、主人です」"พระราชาที่เต้นได้เข้าจังหวะคือสามีของฉัน"
* ตัว 、(อ่านว่า てん) นำไปเล่นคำเป็น テンポ (จังหวะ)
「喜」=「十つぶの豆を口に入れて喜んだ」"ถั่ว10เม็ดเข้าปาก ก็เลยดีใจ"
風男塾「人生わははっ!」
「幸せ」という文字は「辛い」と一筆違い
紙一重のこの道を誰もが歩いている
"ตัวอักษร「幸せ」กับ「辛い」เขียนต่างกันเพียงแค่ขีดเส้นเดียว"
จะสังเกตว่าคันจิตัว 幸 (ความสุข) กับ 辛 (ความทุกข์) มันเขียนต่างกันแค่นิ๊ดดดดเดียวจริง ๆ ค่ะ
(เหมือนกับเพลงกำลังจะบอกว่าความสุขกับความทุกข์มันต่างกันแค่นิดเดียวค่ะ)
ตัว 幸 ครูตอนม.ปลายเคยสอนเราว่า มันคือ + − = − + (บวก ลบ เท่ากับ(แนวตั้ง) ลบ บวก)
ส่วน 辛 จะเขียนเป็นตัว 立 (ยืน) ตามด้วย 十 (สิบ) ค่ะ
「心」を「受け」止めれば「愛」という文字になる
相手を認め許し合う 命がある限り
"หาก(เปิด)รับ「受け」หัวใจ「心」ของกันและกัน ก็จะกลายเป็นความรัก「愛」"
คันจิของคำว่าความรัก หรือ 愛 ประกอบด้วยคันจิ ตัว 受け (รับเอา รับไว้) และแทรกกลางด้วย 心 (หัวใจ)
夢と希望に満ち溢れた 青春という名の列車
曲線ばかりのレールでも 俺たちは戻らない
時には迷うけど
人生わははっ!人生わははっ!
「歩いて」ゆこうぜ「止まり」ながらでも「少し」ずつ進めばいい
"เรามาก้าวเดิน「歩いて」ไปด้วยกันเถิด ถึงระหว่างทางอาจจะมีหยุด「止まり」ไปบ้าง แต่ค่อย ๆ ก้าวไปข้างหน้าทีละน้อย「少し」ก็พอแล้ว"
คันจิตัว 歩 (เดิน) จะประกอบด้วย ด้านบนเป็นตัว 止 (หยุด) และด้านล่างเป็นตัว 少 (เล็กน้อย)
人生わははっ!人生わははっ!
「明日」を信じて「明るい日」はほら必ずやって来るのだから
"จงเชื่อมั่นในวันพรุ่งนี้「明日」แล้ววันที่สดใส「明るい日」จะมาถึงอย่างแน่นอน"
คำว่า 明日 (วันพรุ่งนี้) พอแยกคันจิสองตัวออกมา 明 สามารถอ่านได้ว่า 明るい (สว่าง สดใส)
และ 日 (วัน) พอมารวมกันจึงได้คำว่า 「明るい日」(วันที่สดใส)
「有難う」という文字は「難」が「有る」と書き示す
苦しみを知らなければ 感謝はできないのさ
"ตัวอักษรของคำว่า ขอบคุณ (有難う) เขียนออกมาว่า มีความยากเย็น (難が有る) หากคนเราไม่รู้ซึ้งถึงความทุกข์ยาก ก็ไม่อาจรู้สึกขอบคุณได้"
ตรงนี้แอบแปลต่อนิดนึง เพราะความชอบส่วนตัว และมันขยายความประโยคแรกพอดีค่ะ
ปกติคำว่า 有難う (ありがとう) จะไม่ค่อยเขียนด้วยคันจิเท่าไร แต่ก็แอบเห็นมีบางคนใช้อยู่นะคะ ซึ่ง 有難うจะประกอบด้วยคันจิสองตัว คือ 有 (มี) และ 難 (ความยาก)
ตรงนี้คิดว่า น่าจะหมายถึงกว่าเราจะสามารถกล่าวคำขอบคุณได้ ก็อาจจะต้องผ่านเรื่องราวทุกข์ยากมาก่อนน่ะค่ะ
「叶える」という文字は「十」の「口」が隠れてる
みんなで語り合えばきっと願いは叶うはずさ
"คำว่า 「叶える」(ทำให้ฝันเป็นจริง) มีปาก (口) ของเลขสิบ (十) ซ่อนอยู่ ถ้าทุกคนหันหน้ามาคุยกัน ความปราถนาก็คงจะเป็นจริงได้"
คันจิของตัว 叶(える) ประกอบด้วย ปาก (口) และเลขสิบ (十)
どこまで進めば着くのだろう
成功という名の駅に たとえ彼方にあろうとも
俺たちはくじけない
時には怖いけど
人生わははっ!人生わははっ!
どんな「花」だって
素朴 (そぼく) な「草」が「化けて」鮮やかに咲き乱れる
"ไม่ว่าจะเป็นดอกไม้ (花) ชนิดใด ต่างก็แปรเปลี่ยน (化けて) มาจากหญ้า (草) ธรรมดา ๆ ที่เบ่งบานออกดอกสวยงาม"
คันจิ 花 ประกอบด้วย บุฌุ 「艹」ที่เรียกว่า 草冠(くさかんむり)และ 化ける (แปลงร่าง เปลี่ยนรูป)
人生わははっ!人生わははっ!
「儚い」からこそ「人」は「夢」だけを
追いかけて生きてゆくのだから
"เพราะชีวิตนั้นไม่มีอะไรแน่นอน (儚い) มนุษย์ (人) จึงมีชีวิตอยู่โดยไล่ตามเพียงความฝัน (夢) "
คันจิ 儚い ประกอบด้วย บุฌุ「亻」ที่เรียกว่า にんべん ซึ่งสื่อความหมายถึง คน และคันจิ 夢 (ความฝัน)
いつかみた(いつかみた)
名も無き川は(名も無き川は)
今もきっと(今もきっと)
変わらない
時に耐え切れず 溢れ出し
時に枯れ果て 傷ついても
すべて受け止め流れているのさ
人生なんて 人生なんて
一度しかないから
悩む暇あるなら
わははっ!と笑え
人生わははっ!人生わははっ!
「歩いて」ゆこうぜ「止まり」ながらでも「少し」ずつ進めばいい
(เหมือนด้านบน)
人生わははっ!人生わははっ!
「明日」を信じて「明るい日」はほら必ずやって来るのだから
(เหมือนด้านบน)
必ずやって来るのだから
จบไปกันแล้วกับเคล็ดลับในการจำคันจิ และการเรียนคันจิผ่านเพลง 人生わははっ!นะคะ
จากเพลง มีคันจิบางตัวที่หลาย ๆ คน น่าจะพอจำและเขียนกันได้อยู่แล้ว แต่อาจจะไม่ได้มองลึกถึงส่วนประกอบของมันมาก่อน (เราก็เป็นหนึ่งในนั้นค่ะ) อย่างเช่น คันจิง่าย ๆ อย่าง 花 ก็เคยรู้มาว่า ใช้บุฌุ 草冠 แต่ลืมมองไปว่า ด้านล่างมันก็คือคันจิตัว 化けるนะ แล้วพอเอามาใส่เป็นเพลงก็ทำให้ดูเป็นเรื่องราว และจำง่ายขึ้นเยอะเลยค่ะ
ส่วนตัวเราคิดว่า เพลง 人生わははっ!น่าจะนำวิธีการของคุณซุไก มาใช้ทั้งสองแบบเลยนะคะ คือได้ทั้งภาพ (ดูจาก MV) และเสียง (เพลง)
ใครอ่านแล้วรู้สึกสนใจ ก็อย่าลืมลองเอาวิธีการจำแบบนี้ ไปใช้ในการเรียนคันจิของตัวเอง หรือเอาไปใช้สอนพิเศษดูนะคะ
(ส่วนเพลงที่ยังแปลไม่หมด ถ้ามีโอกาสก็อยากจะแปลให้จบเหมือนกันค่ะ แต่ขอไปคิดคำสวย ๆ ก่อน5555)
วันนี้ขอลาไปด้วยพาร์ทที่เราชอบในเพลง 人生わははっ!ซึ่งท่อนที่เรายกมาก็คือ...
「人生なんて 人生なんて一度しかないから、悩む暇あるなら、わははっ!と笑え」
"ชีวิตเรามีเพียงแค่ครั้งเดียว ถ้ามีเวลาว่างมามัวแต่นั่งเครียดล่ะก็เรามาหัวเราะกันเถอะ"
แหล่งอ้างอิง
それでは、またねー


ชอบเทคนิกการจำคันจิที่ใช้สอนเด็กแบบนี้จังเลยค่ะ เห็นภาพและช่วยให้นึกออกง่ายด้วย ชอบการอธิบายตัว 愛 มากค่ะ น่ารัก 555555
ตอบลบวิธีการจำแต่ละอย่างน่ารักทั้งนั้นเลยค่ะ5555 เดี๋ยวจะลองเอาเทคนิคนี้ไปปรับใช้กับตัวเองนะคะ555
ตอบลบคันจินี่เป็นสิ่งที่ยากจริงๆนะคะ แม้แต่คนญี่ปุ่นก็ตามTT เทคนิคบางอย่างดูดีมากเลยค่ะ แล้วก็เพลงที่ยกมาน่ารักมาก ในเพลงมีจุดที่ทำให้รู้สึกว้าวอะ แบบ เออมันประกอบด้วยแบบนี้จริงๆ 55555 ต้องเอาไปปรับใช้บ้างซะแล้วค่ะ
ตอบลบโอ้ววว เป็นเทคนิคที่ดีจังเลยค่ะ ชอบการที่เน้นไปที่การสร้างความทรงจำระยะยาว เราเองก็คิดว่าการคัดๆๆๆๆอย่างเอาเป็นเอาตายไม่ได้ช่วยอะไรเท่าไหร่ มันเหมือนกับเวลาไปกินบุฟเฟ่ต์แล้วยัดๆเข้าไปก่อน สุดท้ายเราก็จะคายออกมาอยู่ดีy___y อันที่เป็นถั่ว10เม็ดเข้าปากเลยดีใจน่ารักมากเลยค่ะ จำง่ายด้วย แต่มีอันนึงที่เราจำแม่นที่สุดก็คือในไขมัน (脂) มีความอร่อย (旨い) ค่ะ5555555555
ตอบลบใช้เทคนิคคัดเป็นตายเหมือนกันเลย5555 ถ้าได้อ่านบล็อคนี้ก่อนตอนสอบคันจิของอ.อิไม ก็คงไม่ต้องนั่งทรมานแล้ว55555
ลบชอบที่เอาไปเปรียบเทียบกับการกินบุฟเฟ่ต์จังเลยค่ะ เห็นภาพดี555555
ลบเคยมีเพื่อนมาเล่าแนะนำวิธีจำคันจิตัวนึงมาตอนปี 1 ทุกวันนี้ยังจำได้อยู่เลย คือ 始 มี女 กับ 口 ว่าถ้าผู้หญิงไม่หยุดพูดก็จะไม่สามารถเริ่มอะไรได้ ก็ดูเหยียดเพศนิดนึง แต่ว่าก็ทำให้เราจำได้ถึงทุกวันนี้5555
ตอบลบเทคนิคการจำคันจิที่มาพร้อมกับคำคม ! "ตัวอักษร「幸せ」กับ「辛い」เขียนต่างกันเพียงแค่ขีดเส้นเดียว" อะไรแบบนี้ คนจะจำคันจิผ่านเรื่องราวได้นั่นเอง blog คราวที่แล้วเรื่องเทคนิคในการพูดเก่ง คราวนี้เทคนิคในการจำคันจิ จะขอจำไปสอนนะคะ
ตอบลบ